วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ตอนเช้าๆกับดอกไม้สีเหลือง


ชอบหน้าร้อนครับ เราจะเห็นไม้ยืนต้น ออกดอกมากช่วงนี้
แต่ต้องระวังเรื่องอาหารนะครับ ครูแหลมท้องเสีย (แล้วเป็นไข้...หนาวจับสั่นเลย)

เช้าวันนี้ ๒๑ มีนา ๕๒ หลังจากฟื้นไข้ มากวาดใบไม้หน้าบ้าน อากาศเย็นสบาย
เวลากวาดถนน หน้าบ้านอย่าใส่รองเท้านะครับ (ลองทำดูซิ...จะรู้สึกถึงการเปลี่ยน...)
เหลืองปรีดียาธร บานมาสามสี่วันแล้ว ปีนี้มาช้า มาสายไปร่วมเดือน

ตอนเช้าๆกับดอกไม้สีเหลือง แล้วดื่มกาแฟขมๆ ช่วยให้สร่างไข้ได้ดีทีเดียวครับ


...เหลืองปรีดียาธร เป็นสายพันธ์เดียวกับต้นชมพูพันธ์ทิพย์ เป็นต้นไม้ที่ท่านหม่อมพันธ์ทิพย์ บริพัตร นำมาจากอินโดนีเชีย ดอกสีชมพู จึงตั้งชื่อว่า "ชมพูพันธ์ทิพย์" ชื่อ อื่น ๆ ชมพูอินเดีย ธรรมบูชา

ชื่อสามัญ Pink Trumpet Tree
ส่วนชื่อจริง(ชื่อวิทยาศาสตร์ ) ซึ่งมีหนึ่งเดียวในโลก เรียกว่า Tabebuia rosea (Bertol.) DC. ท่าน อ่านเอาเองก็แล้วกันว่า ตาเบบูย่า ตาเบบูญ่า ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ใช้ตัว ย. หรือ ญ. เพราะตามหลักการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง ญ. และ ย. ก็ใช้ตัว Y เหมือนกัน ถ้าถอดเสียงตามหลักแล้ว Tabebuia มันก็น่าจะออกเสียงเป็น ตาเบบูเอียะ หรือ ตาเบบูเอีย เพราะ ia ออกเสียง เอียะ และ เอีย (ตามที่ราชบัณฑิตยสถานเขากำหนด) ...ถ้าอยากรู้ว่าเขียนอย่างไรถูกคงต้องไปดูศัพท์บัญญัติทางพฤษศาสตร์ อีกครั้งหนึ่ง ขอติดไว้ก่อนก็แล้วกันนะครับ
ชื่อ เหลือง ปรีดียาธร ดอกสีเหลืองที่บานทั่วไปในกรุงเทพฯ ที่ชื่อตามนามผู้นำเข้ามาเช่นกัน

ชื่อพื้นเมืองอื่น: ตาเบบูยาเหลือง
ชื่อสามัญ : Silver trumpet tree, Tree of gold, Paraguayan silver trumpet tree ...
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tabebuia argentea Britt
วงศ์: BIGNONIACEAE
ถิ่นกำเนิด: อเมริกากลางและหมู่เกาะอินดีสตะวันตก
ประเภท: ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 8 เมตร เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่ เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่องขรุขระ ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งก้านเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านเป็นชั้น โตช้า เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี แดดจัด
ใบ: เป็นใบประกอบประกอบด้วยใบย่อย 5 ใบ ลักษณะใบหนาแข็ง และมีขนนุ่ม มีสีเขียวอมขาว
ดอก: มีสีเหลืองสด ออกเป็นช่อๆ ละ 3-10 ดอก ลักษณะกลีบดอกติดกัน ก้านดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อดอกร่วงจะติดฝักและมีเมล็ด ขั้วดอกเหนียวและดอกจะร่วงยากกว่าเหลืองอินเดีย ดอกออกมากแต่ยังมีใบคงอยู่บนต้นมากไม่ร่วงหมดต้น ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม


ผล: เป็นฝัก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร สีเทา มีเส้นสีดำ

การขยายพันธุ์: ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอน แต่การตอนจะโตได้เร็วกว่า
การดูแล: ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้รวดเร็ว
ต้นไม้ตระกูลนี้ไม่ชอบน้ำมาก

เหลืองปรีดียาธร(ของปีที่แล้ว)
http://laemkom.multiply.com/photos/album/31

มีความสุขกับหน้าร้อนนะครับ
ขอบพระคุณครับ
=ครูแหลม=




เราควรช้าลงบ้างนะครับ...=blog TV=


เช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒๒ มีนา ๕๒ อากาศสดชื่นเย็บสบาย จากฝนตกตอนบ่ายเย็นเมื่อวานนี้...
ตั้งใจจะกวาดใบไม้ ...เหลือบเห็นสิ่งมีชีวิต...กำลังคืบคลาน แล้วมองย้อนดูตัวตน เราเร็วไปหรือเปล่า...


หอยทาก สัตว์โบราณขนาดเล็กที่มีกำเนิดมาเป็นเส้นทางกึ่งกลางให้เกิดวิวัฒนาการเป็นสัตว์ที่อยู่ในลำดับสูงกว่าเกิดขึ้นได้ ในเวลาเดียวกันจำนวนที่มีหลากหลาย ในถิ่นอาศัยแทบทุกประเภท ทำให้มีบทบาทในระบบนิเวศใกล้เคียงกับแมลงทั้งหลาย เนื่องจากการเคลื่อนที่ที่ช้ากว่าแมลง ทำให้การถ่ายทอดพันธุกรรมมีรูปแบบเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะหอยที่อยู่ตามเกาะถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่มาเป็นเวลานาน และทะเลก็เป็นกำแพงธรรมชาติที่ขวางกั้นการแพร่กระจาย ดังนั้นเรื่องราวหลายอย่างของวิวัฒนาการในอดีต อาจไขความลับได้จากหอยทากี่ติดอยู่บนเกาะนั่นเอง
ก้าวไปช้าๆ แต่ยั่งยืน

หอยทาก สัตว์โบราณที่มีกำเนิดมาในราวตอนกลางยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous Period) ราวๆ เกือบสี่ร้อยล้านปีที่ผ่านมา เกิดหลังจากแมลงสาบโบราณเพียงเล็กน้อย หอยทากเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งอดีตราวศตวรรษที่ 15 คนยุโรปรู้จัก " The Roman Edible Snail " Helix pomatia Linnaeus, 1758 คนยุโรปนิยมบริโภคหอยทากชนิดนี้มาช้านาน ขนานนามว่า "Escargot" แม้ในปัจจุบันยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในภัตตาคารชั้นสูง จนปริมาณไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ในเรื่องศรกามเทพ (cupid's arrow) นั้นเชื่อว่ามีที่มาจากพฤติกรรมการสืบพันธุ์ของหอยทากชนิดนี้ ในสภาพธรรมชาติแล้วหอยทากนั้นเกิดมาเป็นเส้นทางให้เกิดวิวัฒนาการเป็นสัตว์ที่อยู่ในลำดับที่สูงกว่าเกิดขึ้นได้ เป็นอาหารให้กับสัตว์นานาชนิด นับตั้งแต่สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด ได้แก่ สัตว์ฟันแทะ ชะมด อีเห็น รวมทั้งลิง หอยทากเองก็บริโภคอาหารที่หลากหลาย ได้แก่ ใบไม้ สาหร่าย ไลเคนส์ รวมถึงเชื้อราที่อยู่ตามซากใบไม้ทับถม หอยทากแพร่พันธุ์เข้าไปอาศัยอยู่ในถิ่นที่อยู่อาศัยแทบทุกประเภท ทำให้บทบาทในระบบนิเวศใกล้เคียงกับแมลงทั้งหลาย เพียงแต่ว่าหอยทากเคลื่อนที่ช้า มีพื้นที่จำกัดกว่าแมลง

ดังนั้นในราว 8,000 กว่าปีที่ผ่านมา ในยุคน้ำทะเลขึ้นครั้งสุดท้าย จนถึงระดับปัจจุบัน ทำให้พื้นที่หลายแห่งบนพื้นดินกลายเป็นเกาะแก่งมากมาย รวมทั้งอ่าวไทยก็เปิดขึ้น เช่นเดียวกับทะเลอันดามัน เกาะเล็ก เกาะใหญ่หลายแห่งเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตบนเกาะถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่นับแต่นั้นมา พันธุกรรมก็ถูกตัดขาดเช่นกัน โดยเฉพาะหอยทากนั้นทะเลคือกำแพงกั้นการแพร่กระจาย ทำให้หอยทากอยู่ในสภาพถูกปล่อยเกาะอย่างสิ้นเชิง

การศึกษาในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่เกาะต่างๆ ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ได้พบเรื่องราวที่เป็นข้อมูลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน ได้แก่ หอยมรกต Amphidromus classiarius พบประชากรเวียนซ้ายทั้งหมดบนเกาะตาชัย ทะเลอันดามัน หอยมรกตนี้มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงไปจาก หอยนกขมิ้น Amphidromus atricallosus ที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ ด้วยปัจจัยจำกัดบนเกาะขนาดเล็กทำให้ลักษณะของเปลือกหอย ฟัน และอวัยวะภายใน มีความแตกต่างจากหอยนกขมิ้นเป็นหอยต่างชนิดในเวลาไม่กี่พันปี


เราควรช้าลงบ้างนะครับ...

ขอบพระคุณครับ
=ครูแหลม=

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

วันนี้สอนเรื่อง ผลแห่งกรรม และผลแห่งบุญ

ค่ายศิลปะรุ่นที่สอง พิพิธฯจตุจักร วันอังคารที่สิบแปดมีนาห้าสอง 

หัวข้อตลาดน้ำ

วันนี้สอน เรื่องผลแห่งกรรม และผลแห่งบุญ








สอนนักเรียนศิลปะ เรื่องผลจากการทำกรรม และผลบุญ ที่ประกอบความดี
เกรงว่า เด็กๆจะไม่มี หิริและโอตตัปปะ (หิ - หริ - โอด - ตับ - ปะ ) คือ ควาละอาย และเกรงกลัวต่อบาป
คำว่า หิริ คือ ความละอายใจ อายมิใช่อายอย่างธรรมดา ที่หนุ่มสาวอายกัน มันอายซึ้งเข้าถึงใจจริงๆ ไม่ใช่อายผิวเผินภายนอก หนุ่มสาวมักอายรูปร่างภายนอก เราคิดจะทำสิ่งใดที่ชั่ว มันละอายขึ้นมาในใจ เพียงแต่คิดเท่านั้น คนอื่นยังไม่เห็นเลยมันเกิดความละอายขึ้นมาแล้ว

ความละอายนี่แหละเป็นต้นเหตุให้ทำความดี ความดีทั้งหมดเกิดจากความละอายนี้ทั้งนั้น ความไม่ดีเกิดจากความไม่ละอายนั่นเอง ศีล ๕ ข้อมีความละอายเป็นเบื้องต้น เป็นสมุฏฐาน หากว่ามีความละอายในใจแล้วไม่กล้าทำ ศีลข้อนั้นก็งดเว้นได้หมด

หิริ โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัว เมื่อรู้สึกมีความละอายในใจแล้วเกิดความกลัว กลัวความชั่ว กลัวเขาจะรู้ จะเห็น กลัวจะอับอายขายขี้หน้า กลัวผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์

ถ้ามีหิริโอตตัปปะแล้ว ไม่มีอิจฉาริษยาเบียดเบียนซึ่งกันและกันมันก็เป็นสุขเท่านั้น หากคิดผิดประทุษร้ายเกิดความละอายและกลัวขึ้นมา นั่นธรรมเตือนขึ้นมาแล้ว เลยไม่กล้าทำความชั่ว ครั้นทำลงไปก็เป็นเหตุให้เดือดร้อนวุ่นวาย ตนเองเดือดร้อนเพราะทำชั่ว คิดชั่ว แล้วก็เป็นเหตุให้คนอื่นเดือดร้อนอีกด้วย

ผู้ประพฤติธรรมดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ มันก็สวมหัวใจของเรามาแต่เบื้องต้น จะสุขที่ไหน สุขแต่เบื้องต้นที่เราประพฤติดี ประพฤติชอบ มันไม่เดือดร้อนวุ่นวาย คนอื่นก็สุข

เวลาสอนเด็กๆไม่ได้สอนแบบนี้นะครับ เล่าเป็นนิทานให้เด็กๆฟังไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า คิดเสมอว่า เมื่อนานไปเด็กๆโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เรื่องที่เล่าให้ฟังคงผุด ขึ้นมาในใจบ้าง...



ขอบพระคุณมากครับ
=ครูแหลม=